วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ขนส่ง ลั่น! จับแน่ แท็กซี่ใหม่ไม่ออกใบเสร็จ




ใบเสร็จแท็กซี่ ชี้ สำคัญสำหรับผู้โดยสาร ต่อไปแท็กซี่ทุกคันต้องมีใบเสร็จ
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการขนส่งทางบก ระบุยืนยัน จากกรณีรถแท็กซี่มิเตอร์ ที่จดทะเบียนใหม่ทุกคัน จะต้องใช้มิเตอร์แสดงอัตราค่าโดยสาร ที่มีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้โดยสารตรวจสอบค่าโดยสาร และรายละเอียดในการใช้บริการได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม  2553  จนถึงปัจจุบันผ่านมาปีกว่า มีรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ราวเกือบ 10,000 คัน  เฉลี่ยวันละ  70 – 80  คัน  จากแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ที่จดทะเบียนราว 80,000  คัน เสียงสะท้อนเป็นไปด้วยดี

ส่วนกรณีผู้โดยสารลืมสิ่งของสัมภาระไว้บนรถแท็กซี่ใช้ใบเสร็จเป็นหลักฐานติดตามของคืนได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น   อีกทั้งใช้เป็นช่องทางร้องเรียนเรื่องการบริการ สำหรับปัญหาที่รถแท็กซี่ใหม่บางคันไม่พิมพ์ใบเสร็จให้เพราะกระดาษหมดนั้น  ผู้โดยสารร้องเรียนได้ที่ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง กรมฯ จะส่งผู้ตรวจการไปจับปรับมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

อย่างไรก็ตาม กรณีรถเก่าที่มีราว  70,000 คันนั้น  ให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจเพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการให้บริการ  ดังนั้นอีกไม่กี่ปีเมื่อรถแท็กซี่เก่าหมดอายุการใช้งานต่อไปรถแท็กซี่ทุกคันก็จะมีใบเสร็จทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

บันทึกแรกที่เกี่ยวกับแท็กซี่

 

แท็กซี่ เป็นการโดยสารสาธารณะประเภทหนึ่งสำหรับผู้โดยสารคนเดียว หรือกลุ่มเล็ก ๆ รถแท็กซี่เป็นยานพาหนะไว้สำหรับว่าจ้างโดยผู้ขับจะส่งผู้โดยสารระหว่างที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งตามที่ผู้โดยสารอยากจะไป

แท็กซี่ เป็นคำย่อมาจาก แท็กซี่ แค็บ (Taxicab) คิดค้นโดยแฮร์รี่ เอ็น อัลเลน นักธุรกิจชาวนิวยอร์กที่นำเข้ารถแท็กซี่มาจากฝรั่งเศส โดยย่อมาจากคำว่า แท็กซี่มิเตอร์ แค็บ (Taximeter cab) อีกที ส่วนคำว่า cab มาจากคำว่า cabriolet คือรถม้าลากจูง และคำว่า taxi เป็นรากศัพท์ภาษาละตินในยุคกลาง ซึ่งมาจาก คำว่า taxa ที่หมายถึง ภาษีหรือการคิดเงิน และคำว่า meter มาจากภาษากรีกคำว่า metron แปลว่า วัดระยะทาง

ประวัติ

บันทึกแรกที่เกี่ยวกับแท็กซี่มิเตอร์ กล่าวถึงแท็กซี่มิเตอร์ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคคริสตกาล เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนในอาณาจักรโรมัน เป็นรถม้า โดยที่ล้อของรถม้าจะต่อกับเฟืองเป็นทอดๆ ไป ทำให้เฟืองทั้งระบบหมุนตามล้อเมื่อรถเคลื่อนที่ และจะทำให้ "เม็ดกลม" ที่คนขับใส่ไว้ในช่องใส่เม็ดกลมถูกปล่อยหล่นลงในถาดท้ายรถหนึ่งเม็ดทุกๆครั้งที่ระยะทางครบรอบที่กำหนด และเมื่อถึงที่หมาย ผู้โดยสารจะจ่ายค่าโดยสารตามจำนวนเม็ดกลมที่หล่นลงมาในถาด หลังจากนั้นคนขับจะเก็บเม็ดกลมกลับเข้าช่องใส่เม็ดกลม รอลูกค้าคนต่อไป

เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายลง เทคโนโลยีแท็กซี่ที่ใช้มิเตอร์ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นานกว่าพันปี

จนถึงต้นศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. 1601 - 1700) มีการใช้รถม้ารับจ้างในการให้บริการในปารีสและลอนดอน โดยมีการควบคุมระเบียบ คุมจำนวนรถ จนในศตวรรษที่ 19 รถม้าเริ่มขนาดใหญ่ขึ้นและมีความเร็วรวมถึงความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารมากขึ้น แต่ยังใช้ม้าลาก ซึ่งเรียกว่า รถแฮนซัม แค็บ (Hansom cabs)

หลังจากนั้นในคริสต์ทศวรรษ 1890 เริ่มมียานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งใน ปารีส ลอนดอนและนิวยอร์ก ในลอนดอนเรียกรถรับจ้างประเภทนี้ว่า ฮัมมิ่งเบิร์ด (มาจากเสียงของรถ) แต่ผู้ที่ริเริ่มแท็กซี่คือ วิลเฮล์ม บรุห์น (Wilhelm Bruhn) ชาวเยอรมันที่คิดค่าโดยสารแบบแท็กซี่มิเตอร์ ต่อมาในปี 1897 ก็อตไลบ์ เดมเลอร์ ได้ผลิตแท็กซี่มิเตอร์สมัยใหม่ที่เรียกว่า เดมเลอร์ วิกตอเรีย หลังจากนั้นก็เริ่มมีการผลิตแท็กซี่อย่างจริงจังที่เมืองสตุ๊ตการ์ต โดยมีนายฟรีดิช ไกรเนอร์เป็นหัวหลัก ในปี 1899 รถแท็กซี่ในกรุงปารีสได้ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงซึ่ง ต่อมาลอนดอนและนครนิวยอร์กก็เปลี่ยนมาใช้เช่นกัน

ในเมืองนิวยอร์กรถแท็กซี่นำเข้ามาจากฝรั่งเศสโดย แฮร์รี่ เอ็น อัลเลน ผู้ริเริ่มเรียกคำว่า แท็กซี่ เป็นคนแรก และยังพ่นสีรถให้เป็นสีเหลืองเพื่อให้มองเห็นได้ในระยะไกล ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสีแท็กซี่ที่แพร่หลายในสหรัฐอเมริกา[1]